27/1/56

6 ทำเลทอง มอง ความเสี่ยงลงทุนคอนโด



   อาจจะดูร่วงโรยไปบ้างในบางขณะ สำหรับการลงทุนในคอนโดมิเนียม ทำให้ช่วงที่ผ่านมาเราจึงเห็น "นักช้อปคอนโด" เพลามือลง เพราะซื้อแล้วอยู่ในสภาวะ "ติดมือ" กันให้เกลื่อนไปหมด

          นั่นทำให้ต้องมีการสแกนและอัพเดทสถานการณ์การลงทุนในตลาดคอนโดอยู่เนืองๆ

          Fundamentals ฉบับนี้ จะพาไปรีวิวสถานการณ์ตลาดคอนโดทั้งปัจจุบันและช่วงที่เหลือของปีนี้

          "ทำเลทอง" จะอยู่มุมเดิมหรือเคลื่อนไปหามุมใหม่ "ความเสี่ยง" มีอะไรบ้าง และทำไม "เออีซี" ถึงเป็นตัวใหม่ที่จะปลุกให้การลงทุนในคอนโดมีชีวิตชีวาขึ้น

          สถานการณ์ตลาดคอนโด


          "ชาติชาย พยุหนาวีชัย" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย ฉายภาพให้เห็นถึงสถานการณ์ตลาดคอนโดมิเนียมครึ่งแรกของปี 2555 ว่ามีโครงการคอนโด เปิดตัวราว 3.5 หมื่นยูนิต ในขณะที่มีการเปิดตัวที่อยู่อาศัยแนวราบเพียงกว่า 1 หมื่นยูนิต เปรียบเทียบสัดส่วนได้ 60 : 40 ขณะที่ในครึ่งปีแรก 2554 โครงการคอนโดมิเนียมมีจำนวนการเปิดตัวใหม่ราว 2.7 หมื่นหน่วย ซึ่งถ้าเทียบกับปีก่อน เท่ากับ ครึ่งปีแรก คอนโดเปิดตัวมากขึ้นประมาณ 30% จากปีก่อน

          สาเหตุที่มีการเปิดตัวมากขึ้นกว่าปี 2554 มาจากหลายโครงการเลื่อนการเปิดตัวมาตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งเกิดน้ำท่วมใหญ่ ทำให้ต้องมาเปิดโครงการกระจุกตัวในช่วงครึ่งปีแรก โดยที่อยู่อาศัยที่ได้รับความนิยมมากที่สุดได้แก่ ห้องชุดราคาประมาณ 0.7 - 2 ล้านบาท ซึ่งเป็นห้องชุดราคาปานกลางค่อนข้างถูก

          อย่างไรก็ตาม ความต้องการคอนโด ขนาดเล็กในย่านกลางเมืองยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง ส่วนคอนโดระดับลักชัวรีความต้องการในตลาดขับเคลื่อนด้วยกลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่เอง อาจมีบางส่วนมาจากนักลงทุนปล่อยเช่า ทั้งนี้ ที่ผ่านมามีคอนโดระดับลักชัวรีหลายแห่งที่สามารถปิดการขายด้วยราคาสูงสุดระดับ 160,000-200,000 บาทต่อตารางเมตร ส่วนใหญ่มักเป็นโครงการที่ตั้งอยู่ในย่านลุมพินี สำหรับย่านสุขุมวิท คอนโด ระดับราคา 80,000-100,000 บาท/ตารางเมตร หรือราคาประมาณ 2-3 ล้านบาท/ยูนิต มีอัตราการขายชะลอตัวลง เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมามีสินค้าในระดับราคาดังกล่าวเข้าสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก  "จากการสำรวจโครงการที่ขึ้นใหม่ในช่วงครึ่งแรกปีนี้พบว่าส่วนใหญ่จะเปิดย่านรัชดา-ห้วยขวาง รองลงมาเป็นช่วงสุขุมวิทตอนปลาย หรือตั้งแต่ซอย 101 ขึ้นไป โดยย่านรัชดาภิเษกพบว่ามีการเปิดตัวคอนโดมิเนียมใหม่รวม 8,000 ยูนิต ขณะที่สุขุมวิทตอนปลายมีการเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมใหม่รวม 7,000 ยูนิต"


          ครึ่งปีหลังเป็นความต้องการที่แท้จริง


          ชาติชาย ยังบอกอีกว่าในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา มีคอนโดมิเนียมเกิดใหม่ราว 2-3 แสนยูนิต โดยในปี 2553 ถือเป็นยุคทองของคอนโดมิเนียมเพราะมีโครงการคอนโดเกิดใหม่ถึง 6.6 หมื่นยูนิต และในปี 2554 มีโครงการคอนโด เกิดใหม่ 5 หมื่นยูนิต โดยคาดว่าทั้งปี 2555 น่าจะมีโครงการคอนโด เกิดใหม่ราว 5 หมื่นยูนิต

          "ในช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่าการเปิดตัวจะลดลง พิจารณาได้จากการเปิดตัวในช่วงต้นไตรมาส 3 ที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งมาจากการโหมเปิดตัวโครงการใหม่ในช่วงต้นปี อีกทั้งแนวโน้มการขายในช่วงที่ผ่านมาชะลอตัวลง ในส่วนของคอนโดมิเนียมระดับกลาง-ล่าง ที่มีราคาขายไม่เกินตร.ม. ละ 3-4 หมื่นบาท ในช่วงครึ่งปีหลังยังคงไปได้ดี เหตุเพราะผู้ประกอบการในกลุ่มนี้ยังมีจำนวนน้อย แต่ความต้องการของตลาดยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ส่วนคอนโดมิเนียมราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท ผมคิดว่ายังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ผู้บริโภคจำต้องเลือกบริโภคแต่สิ่งที่จำเป็น ดังนั้นยอดขายคอนโดมิเนียมในช่วงครึ่งปีหลัง จะเป็นความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค ไม่ใช่ซื้อเพื่อการเก็งกำไร เหมือนอย่างเช่นที่ผ่านมา"

          ทั้งนี้ ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส จำกัด ระบุว่า ปัจจุบันโครงการรอขายมีอยู่ถึง 324 โครงการ รวมมูลค่าถึง85,377 ยูนิต ที่คาดว่าจะเปิดใหม่ภายใน 1-2 ปีนี้ ในจำนวนดังกล่าวเป็นอาคารชุดมากถึง จำนวน 184 โครงการ หรือคิดเป็น 57% ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ตามแนวรถไฟฟ้า

          "เออีซี" ปัจจัยสำคัญสร้างดีมานด์


          ชาติชาย ให้ทัศนะว่าคอนโด ที่อยู่ในแนวรถไฟฟ้าทั้งปัจจุบันและแนวรถไฟฟ้าที่กำลังจะเกิดขึ้นในช่วง 3-5 ปีนี้ ได้กลายเป็นที่ต้องการของตลาด เนื่องจากใกล้ระบบขนส่งที่สะดวกสามารถเดินทางไปสถานที่ต่างๆ ในเขตชั้นในเมือง แหล่งชอปปิง แหล่งธุรกิจที่รวดเร็ว โดยคอนโดในเขตแนวรถไฟฟ้ามีการปรับตัวขึ้นในรอบ 5 ปีที่ผ่านมาค่อนข้างมาก ยกตัวอย่าง ตามแนวรถไฟฟ้าพหลโยธิน จากตารางเมตรละ 5-6 หมื่น มาเป็นตารางเมตรละ 1 แสนบาทในปัจจุบัน

          นอกจากนี้ การถีบตัวของราคาคอนโดแนวรถไฟฟ้า ยังมีปัจจัยอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น "การปรับราคาที่ดิน" เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2555 จะเห็นได้ว่าทำเลที่มีการปรับตัวสูงที่สุด ในแนวรถไฟฟ้ามีการขยับราคาเพิ่มขึ้นถึง 39.20% ซึ่งเมื่อเทียบกับรอบบัญชีปี 2551-2554 มีการเปลี่ยนแปลงเฉลี่ยอยู่ที่ 21.34% เป็นพื้นที่กรุงเทพฯ 17.13% และภูมิภาค 21.40%

          ขณะเดียวกัน ผลกระทบจากการประกาศใช้ "ผังเมืองกรุงเทพมหานคร" ในปีหน้า ก็เป็นตัวแปรที่สำคัญ โดยคอนโดทำเลใจกลางเมืองคึกคัก หลังจากผู้บริโภคตัดสินใจซื้อก่อนบ้านปรับราคา จากผลกระทบหลังประกาศใช้ผังเมืองกรุงเทพมหานครถูกประกาศใช้ในปีหน้า นอกจากนี้ จะทำให้โครงการอสังหาฯ ใหม่จะขยับออกไปชานเมือง รวมถึงส่งผลให้บ้านมือสองหรือคอนโดใจกลางเมืองจะได้รับผลในเชิงบวก เนื่องจากเดินทางสะดวกและใกล้แหล่งชอปปิงและที่ทำงาน

          "ขณะนี้ผู้ขายเริ่มปรับราคาขายบ้าน คอนโดในใจกลางเมือง จากผลกระทบเรื่องผังเมืองที่กำลังจะประกาศใช้ รวมถึงปัจจัยเรื่องต้นทุน ตั้งแต่ราคาวัสดุก่อสร้าง ต้นทุนค่าขนส่ง และค่าจ้างแรงงานที่ทยอยปรับขึ้นตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา"

          แต่ประเด็นที่ฮอตที่สุดในเวลานี้คือ ตัวแปรเรื่อง "ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC )" ที่จะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างดีมานด์ เพราะเมื่ออาเซียนจะรวมตัวเป็น ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในวันที่ 1 มกราคม 2558 ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยมากมาย ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ สังคม แต่ในที่นี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์เท่านั้น โดยเฉพาะกรุงเทพฯ จะเป็นศูนย์กลางในการขนส่งสินค้าและบริการในภูมิภาค เนื่องจากมีระบบขนส่งที่ดีและมีทำเลที่ตั้งอยู่ศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียน จะเกิดผลตามมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแรงงานจะเคลื่อนย้ายอย่างเสรี เกิดขึ้นจากบริษัทต่างชาติจะเข้ามาดำเนินกิจการในกรุงเทพฯ มากขึ้น ทำให้มีผู้บริหารทั้งระดับสูงและระดับกลางจากชาติต่างๆ เข้ามาบริการและปฏิบัติงานในเมืองไทยเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดความต้องการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้บริหารมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าส่วนใหญ่จะต้องเป็นคอนโด เนื่องจากกฎหมายเปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติซื้อคอนโด ได้ไม่เกิน 49% ของจำนวนหน่วยทั้งหมดในโครงการนั้นๆ

          "สำหรับ ราคาคอนโดที่ต่างชาติซื้อ จะอยู่ในระดับราคาประมาณ 3-5 ล้านบาท ในย่านธุรกิจ รวมทั้งแนวรถไฟฟ้า โดยปัจจุบันได้มีผู้ที่ตระหนักถึงปัจจัยข้างต้นและเริ่มมีการซื้อคอนโดเพื่อ เก็บเกี่ยวผลตอบแทนในช่วงเปิดเออีซีแล้ว ส่งผลให้ส่วนหนึ่งราคาคอนโด ทั้งโครงการใหม่และมือสองมีการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด"

          เปิด 6 ทำเลทอง


          เพื่อความแม่นยำในการลงทุน ชาติชายช่วยสแกนหาทำเลทองคอนโดยอดฮิต ซึ่งมีหลายทำเล ส่วนใหญ่จะกระจายไปตามแนวรถไฟฟ้า ทั้งเส้นทางใหม่ ๆ และส่วนต่อขยาย

          "สุขุมวิทศูนย์กลางธุรกิจ" เป็นพื้นที่ที่กลุ่มชนต่างชาตินิยมพักอาศัย จึงทำให้พื้นที่นี้เติบโตดีทั้งอุปทาน อุปสงค์และราคา แต่ด้วยการเปิดโครงการกันอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปัจจุบันเริ่มเกิดภาวะทรงตัวของปริมาณอุปสงค์ เพราะราคาที่ดินที่สูงจนเกินไปทำให้การพัฒนาโครงการใหม่ทำได้ลำบากขึ้น

          "สาทรตัดใหม่" ถือว่าได้อานิสงส์จากรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีลม ตั้งแต่ย่านเจริญกรุง เจริญนคร เป็นทำเลทองที่มีคอนโดทั้งใหม่ และมือสองมากที่สุด ส่วนใหญ่เป็นคอนโด ระดับบน ราคาแพง แต่ก็สามารถขายได้เร็ว เนื่องจากตลาดมีความต้องการอยู่ในระดับสูงมาก

          "Airport Link" พื้นที่ตลอดแนว Airport Link ก็เป็นอีกทำเลหนึ่งที่ได้รับความนิยมขึ้นมาทันที หลังจากที่โครงการรถไฟฟ้า Airport Link เปิดให้บริการ เช่น ถนนรามคำแหง คลองตัน พระราม 9 และ อโศก-เพชรบุรี เพราะอยู่เกาะแนวรถไฟฟ้า ทำให้ความต้องการที่อยู่อาศัยบริเวณนี้เพิ่มขึ้น ทั้งที่ในอดีตทำเลเหล่านั้น ถูกลืมไปหายนักลงทุนแล้ว เนื่องจากไม่มีศักยภาพ อีกทั้งยังมีปัญหาจราจรติดขัดอย่างหนัก

          บริเวณถนนรามคำแหง เป็นทำเลที่นักลงทุนโครงการคอนโดมิเนียมราคา 1 ล้านบาทต้นๆ แห่ไปลงทุนหลายราย

          "อ่อนนุช-แบริ่ง" กลายเป็นทำเลทองอีกครั้ง หลังจากส่วนต่อขยายสายสีเขียว อ่อนนุช-แบริ่ง เปิดให้บริการรถไฟฟ้า BTS เห็นได้จากผู้ประกอบการพากันไปเปิดโครงการคอนโดมิเนียม เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้ที่ต้องการซื้อคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้าย่านสุขุมวิท แต่มีงบประมาณไม่เพียงพอสำหรับโครงการย่านสุขุมวิทตอนต้น ๆ เพราะมีราคาสูงมาก เนื่องจากการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าจากสถานีอ่อนนุชไปยังสุขุมวิทตอนต้นนั้นใช้เวลาเพียงประมาณ 10-15 นาทีเท่านั้น อีกทั้งอยู่ใกล้ทางด่วน ห้างสรรพสินค้าและสถานที่สำคัญต่าง ๆ

          "แจ้งวัฒนะ-รามอินทรา-วัชรพล"ศูนย์ราชการแห่งใหม่เปิดให้บริการ ซึ่งแม้ว่าหน่วยงานราชการจะเปิดให้บริการยังไม่ครบก็ตาม แต่ก็ทำให้มีข้าราชการและลูกจ้างมาทำงานกว่า 50,000 คน และเพิ่มขึ้นอีกกว่า 100,000 คน ประกอบกับ รัฐบาลมีนโยบายลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ปากเกร็ด-แจ้งวัฒนะมีนบุรี ยิ่งทำให้บริเวณถนนแจ้งวัฒนะกลายเป็นทำเลทองแห่งใหม่ที่นักลงทุน นักเก็งกำไร รวมถึงผู้บริโภครายย่อยแห่ไปลงทุนจำนวนมากแม้ว่าราคาที่ดินในย่านดังกล่าวจะพุ่งสูงขึ้นไปแล้วก็ตาม แต่ยังมีโอกาสที่จะปรับตัวสูงขึ้นอีก หลังจากที่ศูนย์ราชการแห่งใหม่เปิดให้บริการครบทุกหน่วยงาน นอกจากนี้บริเวณหลักสี่เชื่อมต่อถนนรามอินทราซอยต้นๆ ซอยวัชรพล กม.8 รวมถึงมีนบุรี เห็นได้จากดีเวลลอปเปอร์หลายรายแห่ไปจับจองพื้นที่เพื่อลงทุนโครงการใหม่หลายแห่ง

          "สายสีม่วงบางใหญ่-บางซื่อ" รถไฟฟ้าสายสีม่วง บางใหญ่-บางซื่อ ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และคาดว่าจะแล้วเสร็จตามแผนในปี 2557 นั้น ทำให้ดีเวลลอปเปอร์ทั้งรายใหญ่และรายย่อย ต่างเข้าไปลงทุน เนื่องจากราคาที่ดินค่อนข้างต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับที่ดินติดรถไฟฟ้าสายอื่น ๆ อีกทั้งยังอยู่ไม่ไกลจากแหล่งชุมชน หน่วยงานราชการ เช่น กระทรวงสาธารณสุข และห้างสรรพสินค้า

          สำรวจ 4 ความเสี่ยง

          อาจจะดูเป็นการลงทุนที่มีอนาคต แต่ในเวลาเดียวกันชาติชายบอกว่าก็มีความเสี่ยงอยู่หลายประการ ดังนั้นก่อนจะซื้อคุณต้องตอบคำถามเหล่านี้ให้ได้ซะก่อน

          ความเสี่ยง 1 : ผ่อนไหวไหมถ้าไม่มีผู้เช่า   หากไม่มีผู้เช่าอย่างที่เราคาดหวัง คุณต้องประเมินกำลังตัวเองก่อนว่า มีความสามารถในการผ่อนรายเดือนไหวหรือไม่ โดยปรกติความสามารถในการผ่อนชำระคิดง่ายๆ โดยนำรายได้ต่อเดือนมาหักค่าใช้จ่ายประจำ เช่น ค่าผ่อนรถ ผ่อนบ้านหลังเก่า จ่ายบัตรเครดิต เหลือเท่าไร 40% ของเงินที่เหลือทั้งหมดคือความสามารถในการผ่อนชำระของเรา นอกจากค่าผ่อนแล้วอย่าลืมมองเรื่องค่าใช้จ่ายการบริการจัดการทรัพย์สินส่วนกลางและสิ่งอำนวยความสะดวกภายในอาคาร มีอัตราการเรียกเก็บเหมาะสมสอดคล้องกับรายจ่ายซึ่งเกิดขึ้นอย่างเพียงพอหรือไม่ ซึ่งปกติจะเรียกเก็บที่ 20-50 บาทต่อตารางเมตร

          ความเสี่ยง 2 : มีสภาพคล่องแค่ไหน   การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เป็นการลงทุนที่มีสภาพคล่องที่ต่ำเนื่องจากอสังหาริมทรัพย์จะสามารถแปรเป็นเงินสดได้ยาก และช้ากว่าเมื่อเปรียบเทียบกับการลงทุนหรือการออมในรูปของเงิน ฝาก เงินลงทุนในกองทุน หุ้น หรือทองคำลงทุนในอสังหาริมทรัพย์นั้น นักลงทุนจะต้องเป็นผู้ที่สามารถรักษาสภาพคล่องของตนเองได้ดีพอสมควร

          ความเสี่ยง 3 : เลือกผู้พัฒนาโครงการดีหรือยัง  ถ้าเลือกผู้พัฒนาโครงการไม่ดีก็เป็นความเสี่ยงเช่นกัน ฉะนั้น เราก็ต้องเลือกผู้พัฒนาโครงการที่มีชื่อเสียง ผมยกตัวอย่างง่ายๆ ว่า ถ้าเราผ่อนกับโครงการไปได้ระยะหนึ่งแล้ว โครงการล้มหรือสร้างเสร็จไม่ทันกำหนด ความเสี่ยงก็จะตกอยู่กับเรา

          ความเสี่ยง 4 : รับได้ไหมกับการลงทุนที่จุกจิก อีกประการหนึ่งเป็นเรื่องของการค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน ในอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการดูแลรักษา ซ่อมบำรุง และอาจรวมไปถึงต้นทุนของการลงทุนในเฟอร์นิเจอร์ เครื่องปรับอากาศ และเครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับอสังหาริมทรัพย์นั้นๆ เป็นการลงทุนที่มีรายละเอียดถี่ถ้วน และมีปัญหาหยุมหยิมเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นน้ำไม่ไหล ไฟดับ ผู้เช่าผัดผ่อนหรือไม่ยอมจ่ายค่าเช่า

          ทั้งหมดนี้ คือ ความเคลื่อนไหวของตลาดคอนโดมิเนียม ที่ต้องศึกษาให้ถ่องแท้ก่อนคิดจะลงทุน และพูดได้คำเดียวว่า "สุ่มสี่สุ่มห้า" ไม่ได้อย่างเด็ดขาด

          "ขณะนี้ผู้ขายเริ่มปรับราคาขายบ้าน คอนโดในใจกลางเมือง จากผลกระทบเรื่องผังเมืองที่กาลังจะประกาศใช้ รวมถึงปัจจัยเรื่องต้นทุน ตั้งแต่ราคาวัสดุก่อสร้าง ต้นทุนค่าขนส่ง และค่าจ้างแรงงานที่ทยอยปรับขึ้นตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา"

          ทำเลที่มีการปรับตัวสูงที่สุด

          (หน่วย : บาท/ตารางวา)

                                                     เดิม      ใหม่

          สีลมจากแยกศาลาแดง-แยกนราธิวาสราชนครินทร์      650,000 850,000

          ถนนราชดำริ ตั้งแต่แยกราชประสงค์-คลองแสนแสบ     350,000 800,000

          ถนนพระรามที่ 1 ตั้งแต่แยกปทุมวัน-แยกราชประสงค์    350,000 800,000

          ถนนเพลินจิต ตลอดสาย                         430,000 800,000

          ถนนเยาวราช ตลอดสาย                        550,000 700,000

22/1/56

Homecondo4Rent





          ทุก วันนี้ผู้คนหันมาซื้อคอนโดเพื่อปล่อยเช่ากันมากขึ้น เพราะเป็นธุรกิจที่ทำกำไรได้ดี แถมยังไม่ต้องคอยดูแลมากอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการลงทุนนั้นก็ค่อนข้างสูงเช่นกัน เราจึงควรศึกษาวิธีการให้ดีก่อน เพื่อไม่ให้เสียเงินจำนวนมากไปโดยเปล่าประโยชน์ ด้วยการทำตามวิธีการเหล่านี้

1. เช็คกฎในการเช่า

          ก่อนจะคิดนำคอนโดที่คุณซื้อไว้ไปปล่อยเช่า ลองศึกษาข้อมูลของคอนโดที่นั่นดูให้ดี เพราะคอนโดบางที่อาจมีไว้สำหรับขายเท่านั้น ไม่อนุญาติให้นำไปเช่าต่อได้ เพราะฉะนั้นควรอ่านเอกสารดูให้ดี ก่อนจะเผลอทำผิดกฎจนต้องโดนปรับไม่รู้ตัว

2. พิจารณาบริการเสริมอื่น ๆ ให้ดี

          คุณควรคิดดูให้ดีว่าคอนโดนั้นคุ้มค่ากับการจ่ายหรือไม่ เพราะหากคอนโดที่คุณซื้อเพื่อนำมาเปิดเช่าต่อ ไม่มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกอื่น ๆ เช่นสระว่ายน้ำและอุปกรณ์ฟิตเนสเสริม แต่กลับมีราคาสูงจนดูไม่สมเหตุสมผล ผู้เช่าอาจมองหาคอนโดใหม่ที่มีราคาพอ ๆ กัน แต่มีบริการดี ๆ ให้มากกว่านี้ก็ได้

 3. คำนวณรายจ่ายดูก่อน

          สิ่งสำคัญที่สุดคือคุณควรคำนวณเงินลงทุนกับผลกำไรที่ได้กลับมาให้ดีก่อน ตัดสินใจ เพราะหากต้องมาปวดหัวกับภาระหนี้สินที่ต้องจ่ายคงไม่ดีแน่ ดังนั้นลองอ่านข้อมูลค่าใช้จ่ายหลัก ๆ ที่ต้องเสียในการซื้อคอนโด แล้วเทียบกับรายรับจากค่าเช่าต่อเดือนที่คุณกำหนดเอาไว้ดู ว่าคุ้มค่ากับการลงทุนของคุณหรือไม่

4. ศึกษากฎหมายพื้นฐาน

          กฎหมายในการเช่าหรือซื้อขายของคอนโดนั้นได้มีกำหนดเอาไว้ เพื่อไม่ให้ผู้เช่าหรือผู้ซื้อถูกเอาเปรียบจากผู้ค้ามากเกินไป เราจึงควรศึกษากฎเหล่านี้ให้ดีก่อนจะปล่อยคอนโดใหเช่า เพื่อไม่ให้เราเผลอทำผิดกฎโดยไม่รู้ตัว นอกจากนี้ ยังช่วยให้คุณไม่ถูกเอาเปรียบในระหว่างที่ซื้อคอนโดก่อนจะเปิดให้เช่าอีก ด้วย

5. จัดทำเอกสาร

          หลังจากจัดการเรื่องคอนโดแล้วคุณก็ควรจัดทำเอกสารให้แก่ผู้เช่า โดยสัญญาเช่าของคุณควรครอบคลุมรายละเอียดต่าง ๆ ให้ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น อายุการเช่า ค่าเช่ารายเดือน และประกัน เพื่อไม่เป็นการเอาเปรียบผู้เช่า และควรส่งเอกสารเหล่านี้ให้ผู้เช่าได้ใช้เวลาอ่านให้ละเอียดก่อนเซ็นสัญญา อย่างน้อย 1 - 2 วัน

6. ศึกษาข้อมูลของผู้ที่จะมาเช่าให้ดี

          ในฐานะที่เราเป็นผู้ปล่อยเช่า ก็ควรที่จะศึกษาข้อมูลของผู้เช่าดูให้ละเอียดถี่ถ้วนดีก่อน เพราะถ้าหากเขามีประวัติไม่ดี อาจทำให้เราเดือดร้อนได้ เช่นถ้าเขามีแนวโน้มจะล้มละลาย หรือเคยถูกยึดทรัพย์สินมาก่อน ก็อาจเป็นไปได้ว่าเขากำลังประสบปัญหาด้านการเงินอย่างหนัก และไม่สามารถจะจ่ายค่าเช่าให้คุณตามสัญญาที่ตกลงกันไว้ได้
 
7. จ้างทนายมาปรึกษา

          หากคุณเป็นมือใหม่สำหรับการปล่อยเช่าคอนโด คุณควรจ้างทนายสักคนเพื่อมาให้คำปรึกษากับคุณในเรื่องการร่างสัญญาเช่า เพื่อตรวจสัญญาของคุณให้ละเอียดว่าไม่มีข้อใดที่ผิดต่อกฎหมาย ยิ่งไปกว่านั้น เขายังสามารถช่วยให้คำปรึกษาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของคุณให้มากที่สุดได้อีก ด้วย


          อย่าง ไรก็ตาม นอกจาก 7 ข้อที่กล่าวมานี้คุณก็ควรแจ้งบริษัทประกันที่เจ้าของคอนโดทำสัญญาเอาไว้ใน กรณีที่คุณต้องการจะปล่อยเช่าด้วย เขาจะได้สามารถจัดการเรื่องการประกันทรัพย์สินให้คุณได้

เครดิตกระปุกดอทคอม

25/10/55

ลักษณะของสัญญาเช่าทรัพย์

ลักษณะของสัญญาเช่าทรัพย์   

           เป็นสัญญาซึ่งตกลงกันระหว่าง "ผู้ให้เช่า" และ "ผู้เช่า" ได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในทรัพย์สินอย่างใดอย่างหนึ่ง ในชั่วระยะเวลาที่กำหนด ผู้เช่าตกลงจะให้ค่าเช่าเพื่อตอบแทนประโยชน์นั้นๆ ซึ่งสัญญานี้มีลักษณะว่าคู่สัญญาต่างเป็นทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ซึ่งกันและ กัน หมายถึง ผู้เช่ามีสิทธิที่จะได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ใดๆ จากทรัพย์สินที่เช่าแต่ผู้เช่าไม่ได้มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่าแต่ อย่างใด และผู้เช่าต้องให้ค่าเช่าเพื่อตอบแทนการใช้ทรัพย์สินนั้นๆ (โดยปกติจะเป็นเงินแต่ไม่จำเป็นต้องเป็นเงินตราเสมอไปเพราะไม่มีกฎหมายห้าม ไว้แต่อย่างใดอาจเป็นอาหาร ยา ฯลฯ) เช่น กรณีเช่าบ้าน ผู้เช่ามีสิทธิเพียงครอบครองอยู่อาศัยในบ้านเช่านั้น แม้จะอยู่มานานเท่าใดผู้เช่าก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของ แต่ผู้เช่าให้เงินเป็นจำนวน 5,000 บาท/เดือนตอบแทนของการเช่าบ้าน
 

หลักเกณฑ์ในการทำสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์   

    การที่ผู้เช่าและผู้ให้เช่ามีเจตนาตกลงกันก็ถือว่าเกิดสัญญาเช่าทรัพย์แล้ว แต่สำหรับกฎหมายที่เกี่ยวกับการเช่าอสังหาริมทรัพย์ต้องมีหลักฐานเป็น หนังสือ มิฉะนั้นจะใช้ฟ้องร้องบังคับคดีในศาลไม่ได้ ตัวอย่างของหลักฐานเป็นหนังสือในกรณีสัญญาเช่า เช่น ใบเสร็จรับเงินค่าเช่า เป็นต้น

          สัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์นี้แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ การเช่าแบบระยะเวลาไม่เกิน 3 ปี ต้องทำป็นหนังสือสัญญาเช่าโดยมีการลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดชอบ ส่วนอีกประเภทคือระยะเวลาเช่าที่เกินกว่า 3 ปีไม่ว่าจะเช่าตลอดอายุของผู้เช่าหรือผู้ให้เช่านั้น กฎหมายได้กำหนดลักษณะของ ?หลักฐานเป็นหนังสือ? ไว้ค่อนข้างยุ่งยากกว่าแบบประเภทไม่เกิน 3 ปี เพราะต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงจะใช้ฟ้องร้อง บังคับคดีได้

           มีสัญญาพิเศษฉบับหนึ่งภาษาทางกฎหมายเขาเรียกว่า ?สัญญาต่างตอบแทนพิเศษ? ซึ่งเขียนให้เข้าใจง่ายๆก็คือ สัญญาที่มีข้อตกลงพิเศษเพิ่มเติมระหว่างผู้เช่ากับผู้ให้เช่านอกเหนือไปจาก ค่าเช่าที่ต้องจ่าย เช่น สัญญาที่ผู้เช่าต้องซ่อมแซมต่อเติมเมื่อบ้านชำรุด ผู้เช่าต้องปลูกและดูแลต้นไม้ในที่ดินนั้นๆ

 

 หน้าที่ความรับผิดชอบของผู้ให้เช่า   

          ผู้ให้เช่าต้องส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าให้แก่ผู้เช่าตามสัญญา โดยทรัพย์สินนั้นๆต้องอยู่ในสภาพที่เหมาะแก่การใช้ประโยชน์ตามสัญญาเช่าด้วย ตลอดระยะเวลาการเช่า เช่น เจ้าของบ้านเช่าต้องดูแล บำรุง รักษา และซ่อมแซมทรัพย์สินที่ให้เช่า ยกเว้นการซ่อมที่มีกฎหมายหรือประเพณีกำหนดให้ผู้เช่าเป็นผู้ซ่อมเองได้แก่ การซ่อมแซมเล็กๆ น้อยๆ อย่างมุ้งลวดประตู หน้าต่างฉีกขาด กระเบื้องปูพื้นแตก 2-3 แผ่น
 

หน้าที่ความรับผิดชอบของผู้เช่า

          ผู้เช่าต้องชำระค่าเช่าให้แก่เจ้าของที่อยู่นั้นๆ เพราะถือว่าเป็นลูกหนี้มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าตอบแทนจากประโยชน์ที่ได้รับจาก การเช่า ซึ่งจะมีการตกลงเวลาการชำระหนี้ไว้ในแต่ละคราว โดยปกติมักจ่ายเป็นรายเดือน นอกจากนี้ผู้เช่าต้องรักษาสภาพของที่อยู่ให้เรียบร้อยตามสภาพที่ได้รับมอบมา และต้องส่งคืนในสภาพเดิม หรือซ่อมแซมให้เรียบร้อยหากชำรุด
 

การระงับสัญญาเช่า   

         การระงับสัญญานี้อาจมีสาเหตุมาจากผลทางกฎหมาย เช่นเมื่อหมดสัญญาเช่า ผู้เช่าถึงแก่ชีวิต หรือทรัพย์สินนั้นสูญหายไปเช่นไฟไหม้ กฎหมายได้อนุญาตผู้ให้เช่าหรือผู้เช่าสามารถระงับการเช่าได้โดยมิ ต้องบอกกล่าว

        อีกกรณีของการระงับสัญญาเช่าอาจเนื่องมาจากการบอกเลิกสัญญาระหว่างผู้เช่า กับผู้ให้เช่าตามที่ได้ตกลงไว้ในสัญญาเช่าระบุให้สิทธิบอกเลิก หรือเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งปฏิบัติผิดหน้าที่ตามที่ระบุไว้ในสัญญาเช่าในข้อ สำคัญ เช่นไม่ชำระค่าเช่า หรือถ้าสัญญาเช่าเป็นแบบไม่กำหนดระยะเวลาการเช่าแต่ละฝ่ายสามารถบอกเลิก สัญญาได้ แต่ต้องบอกกล่าวให้อีกฝ่ายหนึ่งรู้ตัวก่อนสักระยะหนึ่งแต่ไม่จำเป็นต้องบอก ก่อนล่วงหน้าเกินกว่าสองเดือน
 

เกร็ดความรู้ก่อนเช่าทรัพย์สิน   

Q: ผู้เช่าต่อเติมหรือดัดแปลงทรัพย์สินที่เช่า โดยผู้ให้เช่าไม่อนุญาตแล้วผลจะเป็นอย่างไร
A: ในกรณีผู้เช่าต่อเติมหรือดัดแปลงทรัพย์สินโดยพลการ ไม่ได้รับความยินยอมก่อนจากผู้ให้เช่านั้น กฏหมายได้ปกป้องผู้ให้เช่ามีสิทธิเรียกร้องกับผู้เช่าต้องทำให้ทรัพย์สิน กลับสู่สภาพเดิม และต้องรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้น แต่ถ้าหากผู้ให้เช่ารับรู้เรื่องการต่อเติมดัดแปลงแต่ไม่ได้ทักท้วงตั้งแต่ แรก แล้วต่อไปเกิดผิดใจกันระหว่างสองฝ่ายจนถึงขึ้นฟ้องร้องขับไล่โดยอ้างการต่อ เติม ผลคือผู้ให้ไม่สามารถขับไล่ได้และเลิกสัญญาได้ ถือว่าผู้ให้เช่าอนุญาตให้ดัดแปลงโดยปริยาย

Q: ผู้เช่าจะเรียกร้องค่าใช้จ่ายที่ไปซ่อมแซมต่อเติมทรัพย์สินจากผู้ให้เช่าได้หรือไม่
A: ดูที่เจตนา หากการต่อเติมซ่อมแซมเพื่อประโยชน์ในกิจการของผู้เช่าเอง เช่น ต่อเติมเพื่อความสะดวกสบาย ทำให้สวยงามขึ้น แต่ไม่ใช่ทำเพื่อรักษาทรัพย์สินที่เช่าก็ไม่สามารถเรียกร้องค่าใช้จ่ายนี้ ได้ แต่ถ้าผู้เช่าซ่อมแซมในส่วนที่จำเป็นและสมควรเพื่อรักษาทรัพย์สิน ไม่ใช่เป็นการบำรุงรักษาตามปกติเล็กๆน้อยๆ ถึงแม้ผู้ให้เช่าจะอ้างว่าไม่ได้ตกลงให้ทำ แต่ก็ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่จำเป็นส่วนนี้

Q: ไม่ใช่เจ้าของแล้วเอาทรัพย์สินไปให้เช่า ผู้เช่าจะปฏิเสธไม่จ่ายค่าเช่าได้หรือไม่
A: ไม่ได้ เพราะผู้เช่าได้รับประโยชน์จากการเช่าแล้วจะอ้างว่าผู้ให้เช่าไม่ใช่เจ้าของ แล้วไม่ชำระค่าเช่าไม่ได้ เป็นหน้าที่ที่ผู้เช่าต้องจ่าย


เครดิต:http://www.homedd.com/ 

เช่าอสังหาริมทรัพย์

     กฎหมาย...เช่าอสังหาริมทรัพย์ (Lisa ฉ.26/53)

 สภาวการณ์ขาดแคลนที่อยู่อาศัย การแย่งชิงพื้นที่ทำมาหากินหรือพื้นที่การลงทุนในเขตเศรษฐกิจอย่างใน กรุงเทพฯนั้น ไม่มีวันลดลงเลยครับ มีแต่จะเพิ่มสูงขึ้นๆๆ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจดี หรือในเขตเศรษฐกิจที่ทำเงินทำทองได้เสมอ อย่างเช่นแถวสีลม สาธร สุขุมวิท ลาดพร้าว ฯลฯ ถือว่าเป็นแผ่นดินทองคำเลยครับ อย่างสีลมเนี่ย ถ้าคุณผู้อ่านมีพื้นที่แถวนั้นสัก 1 ไร่ แปลว่าคุณมีเงินในมือแล้ว 200 ล้านบาทครับ !!! จริงครับ นี่คือราคาประเมินในเขตเศรษฐกิจที่สูงมากๆๆๆๆๆ เมื่อที่ดินหรือพื้นที่ในเขต เมืองมีมูลค่ามีราคา เจ้าของพื้นที่จึงไม่ขายขาดให้ใคร มักจะเก็บไว้กินนานๆ ด้วยการให้เช่าพื้นที่ เช่าบ้าน เช่าตึก ซึ่งกฎหมายในเรื่องนี้มีรายละเอียดที่ต้องใส่ใจก่อนตัดสินใจให้เช่าหรือเช่า บ้านหรือที่ดินผืนนั้นๆ ครับ

ลักษณะของสัญญาเช่า

             หลังจากที่คุณผู้อ่านตกลงใจว่าจะเช่าบ้าน ที่ดิน ห้องพัก บ้านเช่า ตึกที่ทำงาน ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่เป็นอสังหาริมทรัพย์นั้น กฎหมายกำหนดให้ทำหลักฐานเป็นหนังสือสัญญาเช่าให้ชัดเจน ซึ่งการทำสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ พวก บ้าน ที่ดิน คอนโดฯ ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก และไม่จำเป็นต้องร่างข้อความให้ยาวเหยียดครับ ขอแค่ให้มีข้อความที่ระบุว่า…ใครเช่าอะไรจากใคร เวลายาวนานเท่าไร ค่าเช่าเท่าไหร่ แล้วมีการลงนามระหว่างผู้เช่ากับผู้ให้เช่า (กม.แพ่งและพาณิชย์มาตรา 537-538) เพราะข้อความในกฎหมายที่เกี่ยวกับ “การเช่า” ระบุรายละเอียดไว้ชัดเจนว่าใคร หรือฝ่ายไหนต้องรับผิดชอบอะไรบ้าง (กม.แพ่งและพาณิชย์มาตรา 546-563) ซึ่งข้อความสำคัญคือ “ผู้ให้เช่า” ต้องส่งมอบทรัพย์สินที่สมบูรณ์และพร้อมใช้งาน ส่วน ”ผู้เช่า” ก็ต้องจ่ายค่าเช่าและดูแลรักษาทรัพย์สินนั้นเหมือนเป็นทรัพย์ของตนครับ

สัญญาเช่าอสังหาฯ...มีหลายประเภท

             แม้สัญญาเช่าอสังหาฯ จะไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก แต่คุณผู้อ่านต้องทำให้ถูกต้องตามประเภทการเช่าด้วย โดยหากเป็นการเช่าระยะสั้นๆ คือไม่เกิน 3 ปี เช่นเช่าห้องพัก  เช่าหอพัก เช่า อพาร์ทเม้นต์ ฯลฯ ไม่เกิน 3 ปี ก็ทำสัญญา(กันเอง) ระหว่างผู้เช่าและผู้ให้เช่า แต่ถ้าหากคุณต้องการเช่าพื้นที่ บ้าน ที่ดินมากกว่า 3 ปี ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ด้วยนะครับ 

             อย่างไรก็ตามไม่ว่าคุณจะผูกพันกับบ้านที่คุณเช่าแค่ไหน หรืออยากทำงานที่ตึกเดิมที่คุณเช่าอยู่นานเพียงไรก็ตาม แต่กฎหมายกำหนดการทำสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์แต่ละครั้งได้ไม่เกิน 30 ปี (กม.แพ่งและพาณิชย์มาตรา 540) ดังนั้นถ้าคุณผู้อ่านอยากอยู่ที่เดิมต่อ หรือคุณผู้อ่านใช้ห้องเช่า ตึกแถวนั้นเป็นสถานที่ค้าขาย ทำธุรกิจจนลูกค้ารู้จักกันหมดแล้ว คุณจึงไม่อยากย้ายไปไหน แบบนี้เมื่อใกล้จะหมดเวลาเช่า 30 ปี คุณต้องรีบทำสัญญาเช่าใหม่เลยนะครับ


การระงับสัญญาเช่า

              การระงับซึ่งสิทธิตามสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ทั้งหลายนั้นอาจจะมีสาเหตุมา จากผลทางกฎหมาย เช่น เมื่อระยะเวลาตามสัญญาเช่าฉบับนั้นหมดลง หรือผู้เช่าเสียชีวิต หรืออสังหาริมทรัพย์นั้นสูญหายไป เช่น ไฟไหม้ กฎหมายอนุญาตให้ทั้งผู้ให้เช่าหรือผู้เช่าสามารถระงับการเช่าได้เลยโดยไม่ ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า

              อีกกรณีของการระงับซึ่งสิทธิตามสัญญาเช่าอาจเนื่องมาจากการบอกเลิกสัญญา ระหว่างผู้เช่ากับผู้ให้เช่าตามที่ได้ตกลงไว้ในสัญญาว่าให้สิทธิบอกเลิก สัญญาได้ หรือเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ปฏิบัติผิดหน้าที่ ตามที่ระบุไว้ในสัญญาเช่าในข้อสำคัญ เช่น ไม่ชำระค่าเช่า ใช้พื้นที่เช่าไปเพื่อการอื่น (อย่างระบุไว้ว่าจะเช่าบ้านเพื่ออยู่อาศัย แต่ผู้เช่ากลับเอาไปทำเป็นร้านขายของ ฯลฯ)  

             หรือถ้าสัญญาเช่าเป็นแบบไม่กำหนดระยะเวลาการเช่าไว้ แบบนี้แต่ละฝ่ายสามารถบอกเลิกสัญญาเช่าได้เลยนะครับ แต่ต้องบอกกล่าวให้อีกฝ่ายหนึ่งรู้ตัวก่อนสักระยะหนึ่ง หรือประมาณหนึ่งชั่วกำหนดระยะเวลาชำระค่าเช่า
 อยู่ต่อ...ทั้งๆ ที่ไม่ต่อสัญญา               หากสัญญาที่คุณผู้อ่านทำกับผู้ให้เช่าสิ้นสุดระยะเวลาแห่งสัญญาฉบับเดิมแล้ว คุณผู้อ่านยังอาศัยในอสังหาริมทรัพย์หลังนั้นต่อ และผู้ให้เช่าหรือเจ้าของตึกไม่ทักท้วง แบบนี้ถือว่าเป็นการต่อสัญญากันอัตโนมัติ (และเป็นไปตามตามเงื่อนไขเดิม คือค่าที่พัก หรือค่าธรรมเนียมอื่นๆ เท่าเดิมนะครับ) โดยไม่มีกำหนดเวลาเลยนะครับ (กม.แพ่งและพาณิชย์มาตรา 570) ซึ่งกรณีที่ไม่ต่อสัญญากันให้เป็นเรื่องเป็นราว ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอยากจะบอกเลิกสัญญาเช่าก็สามารถทำได้โดยต้องแจ้งให้คู่ สัญญาทราบล่วงหน้า เช่นถ้าจ่ายค่าเช่าเป็นรายเดือนก็บอกล่วงหน้าก่อน 1 เดือนเป็นอย่างน้อยแต่ไม่จำเป็นต้องบอกล่วงหน้าเกินกว่า 2 เดือน (กม.แพ่งและพาณิชย์มาตรา 566) เมื่อบอกเลิกสัญญาเช่าตามเงื่อนไขนี้แล้วสัญญาเช่าก็เป็นอันสิ้นสุดครับ

facebook รับข่าวสารซื้อ-ขาย อสังหา

ติดต่อ สอบถาม โฆษณาขายอสังหา